เงินเฟ้อไทยปี 2569 จ่อแตะ 3.1% เงินเก็บในบัญชีออมทรัพย์จะเหลือค่าแค่ไหน
วิเคราะห์เงินเฟ้อไทย 2569 ที่คาดว่าแตะ 3.1% กับผลกระทบต่อเงินฝากออมทรัพย์ พร้อมวิธีปกป้องเงินให้ไม่เสื่อมค่าจากดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ
เงินเฟ้อไทย 2569 กระทบกำลังซื้อของเงินออมอย่างไร
ตัวเลขเงินเฟ้อไทยปี 2569 ที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 3.1% เป็นสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับคนที่เก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์แบบดั้งเดิม เพราะเมื่อดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ให้อยู่ที่ประมาณ 0.5-1.0% ต่อปี ส่วนต่างระหว่างอัตราเงินเฟ้อกับดอกเบี้ยที่ได้รับจะทำให้กำลังซื้อของเงินที่เราเก็บไว้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้าวันนี้คุณมีเงิน 100,000 บาทฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย 0.75% ต่อปี หลังหนึ่งปีคุณจะได้ดอกเบี้ย 750 บาท ทำให้เงินในบัญชีเป็น 100,750 บาท แต่เมื่อเงินเฟ้อสูงถึง 3.1% หมายความว่าสิ่งของที่เคยซื้อได้ด้วย 100,000 บาทในวันนี้ จะต้องใช้เงิน 103,100 บาทในปีหน้า กำลังซื้อของเงินคุณจึงลดลงประมาณ 2.35% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,350 บาทที่หายไป
ทำไมเงินเฟ้อไทยในปี 2569 จึงคาดว่าจะสูงขึ้น
ปัจจัยหลายอย่างมาบรรจบกันทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อไทยในปี 2569 จะอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งตั้งไว้ที่ 1-3% ได้แก่ ราคาพลังงานโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากค่าจ้างแรงงาน การปรับตัวของค่าเงินบาท และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่อาจเพิ่มเงินสะพัดในระบบ
จากประสบการณ์ที่ผมติดตามตลาดการเงินมากกว่าทศวรรษ ผมสังเกตเห็นว่าช่วงที่เงินเฟ้อสูงมักเป็นช่วงที่คนทำงานประจำรู้สึกได้ชัดว่าเงินเดือนไม่ค่อยพอใช้ ราคาสินค้าในตะกร้าซื้อของเดือนนี้แพงกว่าเดือนที่แล้ว แต่เงินเดือนไม่ได้ปรับเพิ่มในอัตราเดียวกัน นี่คือผลกระทบที่เห็นได้ชัดจากการที่เงินเสื่อมค่า
คำนวณจริง เงินออมเสื่อมค่าเท่าไหร่ในสถานการณ์นี้
มาดูตัวเลขจริงจังกันว่าเงินออมของคุณจะเหลือค่ากำลังซื้อเท่าไหร่ภายใต้สถานการณ์ที่เงินเฟ้อไทย 2569 อยู่ที่ 3.1% และดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เฉลี่ยอยู่ที่ 0.75% ต่อปี
กรณีเงินฝาก 100,000 บาท
เงินต้น: 100,000 บาท
ดอกเบี้ยต่อปี 0.75%: ได้ดอกเบี้ย 750 บาท
เงินรวมหลัง 1 ปี: 100,750 บาท
แต่เมื่อนำเงินเฟ้อ 3.1% มาพิจารณา
มูลค่าที่ต้องใช้ซื้อของเดิมหลัง 1 ปี: 103,100 บาท
กำลังซื้อที่เหลือ: 100,750 / 103,100 = 97.72%
กำลังซื้อที่หายไป: 2.28% หรือประมาณ 2,350 บาท
กรณีเงินฝาก 500,000 บาท
เงินต้น: 500,000 บาท
ดอกเบี้ยต่อปี 0.75%: ได้ดอกเบี้ย 3,750 บาท
เงินรวมหลัง 1 ปี: 503,750 บาท
เมื่อนำเงินเฟ้อ 3.1% มาคิด
มูลค่าที่ต้องใช้ซื้อของเดิมหลัง 1 ปี: 515,500 บาท
กำลังซื้อที่เหลือ: 503,750 / 515,500 = 97.72%
กำลังซื้อที่หายไป: ประมาณ 11,750 บาท
กรณีเงินฝาก 1,000,000 บาท
เงินต้น: 1,000,000 บาท
ดอกเบี้ยต่อปี 0.75%: ได้ดอกเบี้ย 7,500 บาท
เงินรวมหลัง 1 ปี: 1,007,500 บาท
เมื่อคิดรวมผลกระทบจากเงินเฟ้อ 3.1%
มูลค่าที่ต้องใช้ซื้อของเดิมหลัง 1 ปี: 1,031,000 บาท
กำลังซื้อที่เหลือ: 1,007,500 / 1,031,000 = 97.72%
กำลังซื้อที่หายไป: ประมาณ 23,500 บาท
จากตัวเลขจะเห็นได้ว่ายิ่งมีเงินออมมาก ยิ่งสูญเสียกำลังซื้อไปมากในจำนวนบาทที่สูงขึ้นตาม แม้เปอร์เซ็นต์การสูญเสียจะเท่ากัน นี่คือสิ่งที่หลายคนมองข้าม โดยเฉพาะผู้ที่เก็บเงินไว้เพื่อเกษียณหรือใช้ในอนาคต
ดอกเบี้ยเงินฝากเทียบเงินเฟ้อ ช่องว่างที่ต้องระวัง
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าธนาคารพาณิชย์ไทยมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ลงเรื่อยๆ บางธนาคารให้ดอกเบี้ยเพียง 0.25-0.50% สำหรับเงินฝากทั่วไป ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อมักจะสูงกว่านี้เสมอ ส่วนต่างนี้เรียกว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง หรือ Real Interest Rate ซึ่งคำนวณจากดอกเบี้ยที่ได้รับลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ
เปรียบเทียบสถานการณ์ต่างๆ
สถานการณ์ที่ 1: ดอกเบี้ย 0.50% เงินเฟ้อ 3.1%
Real Interest Rate = 0.50% - 3.1% = -2.6%
หมายความว่า เงินของคุณเสื่อมค่า 2.6% ต่อปี
สถานการณ์ที่ 2: ดอกเบี้ย 0.75% เงินเฟ้อ 3.1%
Real Interest Rate = 0.75% - 3.1% = -2.35%
เงินเสื่อมค่า 2.35% ต่อปี
สถานการณ์ที่ 3: ดอกเบี้ย 1.0% เงินเฟ้อ 3.1%
Real Interest Rate = 1.0% - 3.1% = -2.1%
เงินเสื่อมค่า 2.1% ต่อปี
จะเห็นได้ว่าในทุกสถานการณ์ เงินฝากธรรมดาทำให้เรามี Real Interest Rate เป็นลบ แปลว่าเงินของเราเสื่อมค่าลงทุกปีแม้จะได้ดอกเบี้ย นี่คือกับดักของการเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ธรรมดาเพียงอย่างเดียว
ผลกระทบสะสมในระยะยาว
ถ้าสถานการณ์นี้คงที่ต่อไป 5 ปี มาดูว่าเงิน 1 ล้านบาทจะเหลือกำลังซื้อเท่าไหร่
หลังปีที่ 1: กำลังซื้อเหลือ 977,200 บาท (เทียบราคาปีฐาน)
หลังปีที่ 2: กำลังซื้อเหลือประมาณ 954,800 บาท
หลังปีที่ 3: กำลังซื้อเหลือประมาณ 932,800 บาท
หลังปีที่ 4: กำลังซื้อเหลือประมาณ 911,200 บาท
หลังปีที่ 5: กำลังซื้อเหลือประมาณ 890,000 บาท
ภายใน 5 ปี เงิน 1 ล้านบาทที่ฝากไว้จะเหลือกำลังซื้อเพียงประมาณ 890,000 บาท เทียบกับราคาสินค้าในปัจจุบัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์อย่างเดียวจึงไม่เพียงพอในยุคที่เงินเฟ้อสูง
ทางเลือกในการปกป้องเงินจากเงินเฟ้อ
จากประสบการณ์ทำงานในตลาดการเงินมายาวนาน ผมมองว่าการกระจายความเสี่ยงและเลือกช่องทางการออมที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องทำด้วยความเข้าใจและรอบคอบ
1. เงินฝากประจำอัตราพิเศษ
ธนาคารบางแห่งมีโปรโมชันเงินฝากประจำที่ให้ดอกเบี้ย 1.5-2.0% ต่อปี โดยเฉพาะสำหรับลูกค้าใหม่หรือเงินฝากจำนวนมาก แม้จะยังต่ำกว่าเงินเฟ้อ แต่ช่วยลดส่วนต่างได้บ้าง ข้อดีคือมีความเสี่ยงต่ำ เงินต้นปลอดภัย เหมาะกับเงินสำรองฉุกเฉิน
2. กองทุนรวมตลาดเงิน MMF
กองทุนรวมตลาดเงินมักให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 1.0-1.5% ต่อปี สภาพคล่องสูง ถอนได้ภายใน 1-2 วันทำการ ความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุนหุ้นหรือตราสารทุนมาก แต่ผลตอบแทนก็อาจยังต่ำกว่าเงินเฟ้อในบางช่วง
3. พันธบัตรออมทรัพย์
พันธบัตรออมทรัพย์ที่รัฐบาลออกบางรุ่นให้ดอกเบี้ยประมาณ 1.5-2.5% ต่อปี แต่ต้องล็อคเงินไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เหมาะกับเงินที่ไม่ต้องใช้ในระยะใกล้ เงินต้นมีความปลอดภัยสูงเพราะค้ำประกันโดยรัฐบาล
4. ตลาดทองคำและทางเลือกอื่น
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่หลายคนนิยมถือเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินผันผวนหรือเงินเฟ้อสูง ราคาทองมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตาม แต่ทองคำก็มีความผันผวนในระยะสั้น ต้องมองเป็นการลงทุนระยะยาว และศึกษาให้เข้าใจก่อนเข้าซื้อขาย
ในกรณีของตลาดทองคำ ผมมักแนะนำให้นักลงทุนใหม่เริ่มต้นด้วยการศึกษาปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อราคาทอง เช่น อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ค่าเงินดอลลาร์ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และอุปสงค์อุปทานในตลาดโลก การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น
5. การลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นปันผล
กองทุนรวมตราสารหนี้บางกองให้ผลตอบแทนประมาณ 2.5-4.0% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าหรือใกล้เคียงอัตราเงินเฟ้อ ส่วนหุ้นปันผลของบริษัทที่มีความมั่นคงอาจให้เงินปันผลปีละ 3-5% บวกกับโอกาสได้กำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่สูงกว่าเงินฝาก
กลยุทธ์การจัดสรรเงินให้เหมาะสม
การปกป้องเงินจากเงินเฟ้อไม่ได้หมายความว่าต้องเอาเงินทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง หลักการที่ผมใช้และแนะนำมักเป็นการแบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ ตามวัตถุประสงค์
แบ่งเงินออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 เงินใช้ฉุกเฉิน (30% ของเงินออม)
ควรเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์หรือเงินฝากประจำระยะสั้นที่ถอนได้ง่าย เน้นสภาพคล่องมากกว่าผลตอบแทน ควรมีพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6-12 เดือน
กลุ่มที่ 2 เงินออมระยะกลาง (40% ของเงินออม)
สามารถนำไปฝากประจำอัตราพิเศษ ซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ หรือลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินและตราสารหนี้ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงหรือสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ
กลุ่มที่ 3 เงินลงทุนระยะยาว (30% ของเงินออม)
อาจพิจารณานำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ หุ้น กองทุนรวมผสม โดยต้องศึกษาให้ดีและยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
ปรับสัดส่วนตามอายุและความเสี่ยง
คนอายุน้อยที่มีเวลาในการลงทุนยาวนานอาจเพิ่มสัดส่วนเงินลงทุนระยะยาวมากขึ้น ในขณะที่คนใกล้เกษียณควรลดความเสี่ยงและเน้นเงินสดและตราสารหนี้มากขึ้น การปรับสมดุลนี้ต้องทำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้ง
บทเรียนจากประสบการณ์จริง
ผมเคยพบลูกค้าหลายรายที่เก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์นานหลายสิบปี โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบของเงินเฟ้อ พวกเขารู้สึกปลอดภัยเพราะเห็นยอดเงินในบัญชีเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ย แต่เมื่อนำเงินออกมาใช้กลับพบว่าซื้อของได้น้อยลงกว่าที่คิด
มีกรณีหนึ่งที่ผมจำได้ชัด ลูกค้าท่านหนึ่งเก็บเงิน 5 แสนบาทไว้ตั้งแต่ปี 2553 เมื่อถึงปี 2566 เงินในบัญชีเป็น 550,000 บาทจากดอกเบี้ยที่สะสม ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น 50,000 บาท แต่เมื่อคำนวณกำลังซื้อจริง สิ่งของที่เคยซื้อได้ด้วย 500,000 บาทในปี 2553 ต้องใช้เงินมากกว่า 650,000 บาทในปี 2566 เพราะเงินเฟ้อสะสมตลอด 13 ปี
กรณีนี้สอนให้เห็นว่าการเก็บเงินไว้เฉยๆ ไม่ได้ปกป้องความมั่งคั่งของเราจากเงินเฟ้อ แม้จะรู้สึกปลอดภัยก็ตาม
ข้อควรระวังเมื่อเลือกทางเลือกใหม่
แม้เราจะเข้าใจว่าต้องหาช่องทางเก็บเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากธรรมดา แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของโฆษณาหลอกลวงหรือผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป
สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง
ผลตอบแทนสูงผิดปกติ เช่น 10-15% ต่อปีโดยอ้างว่าไม่มีความเสี่ยง นี่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าอาจเป็นกลโกง เพราะในโลกการเงินจริง ผลตอบแทนสูงมักมาพร้อมความเสี่ยงสูง
ไม่มีการควบคุมจากหน่วยงานราชการ ผลิตภัณฑ์การเงินที่ถูกกฎหมายต้องได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
กดดันให้ตัดสินใจเร็ว คำพูดแบบ โปรโมชันนี้วันนี้วันเดียว หรือ เหลืออีกแค่ 5 ที่ มักเป็นกลยุทธ์ที่ไม่สุจริต การลงทุนที่ดีควรให้เวลาในการศึกษาและตัดสินใจอย่างรอบคอบ
หลักการตรวจสอบก่อนตัดสินใจ
ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด อ่านหนังสือชี้ชวนหรือเอกสารข้อมูลสำคัญ ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจ อย่ารีบลงทุน
ตรวจสอบผู้ให้บริการ ดูว่ามีใบอนุญาตหรือไม่ ตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือ
เริ่มต้นด้วยจำนวนเงินน้อย ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เคยลองมาก่อน ควรเริ่มด้วยเงินจำนวนน้อยที่ถ้าเสียไปก็ไม่กระทบชีวิต
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลาง หาคนที่มีความรู้จริงและไม่ได้ประโยชน์จากการขายผลิตภัณฑ์นั้นๆ
การเตรียมตัวสำหรับอนาคตที่เงินเฟ้อสูง
สถานการณ์เงินเฟ้อไทย 2569 ที่จ่อแตะ 3.1% อาจไม่ใช่เรื่องชั่วคราว หลายนักวิเคราะห์มองว่าเงินเฟ้อในระดับนี้อาจอยู่กับเราอีกหลายปี ดังนั้นการปรับวิธีคิดและวิธีจัดการเงินจึงเป็นเรื่องจำเป็น
เพิ่มทักษะและรายได้
วิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับเงินเฟ้อคือการเพิ่มรายได้ให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ การพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่ตลาดต้องการจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งหรือหารายได้เสริม
ควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด
ไม่ใช่ว่าต้องตระหนี่หรือลดคุณภาพชีวิต แต่เป็นการเลือกใช้เงินอย่างมีสติ แยกระหว่างสิ่งที่จำเป็นกับสิ่งที่อยากได้ การวางแผนการซื้อล่วงหน้าและเปรียบเทียบราคาก็ช่วยประหยัดเงินได้มาก
สร้างนิสัยการลงทุนสม่ำเสมอ
ผมมักแนะนำให้ตั้งระบบการโอนเงินอัตโนมัติทุกเดือนไปยังบัญชีลงทุนหรือออมทรัพย์พิเศษ เช่นเดียวกับการจ่ายบิล การลงทุนสม่ำเสมอทุกเดือนจะช่วยสร้างวินัยและใช้ประโยชน์จากการเฉลี่ยต้นทุนในระยะยาว
ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ
การรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในเศรษฐกิจจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น เช่น ถ้าคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจต้องปรับสัดส่วนเงินลงทุนให้เหมาะสม หรือถ้าเห็นว่าธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ย อาจรอจังหวะฝากเงินประจำใหม่เพื่อล็อคดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
มุมมองระยะยาวต่อการจัดการเงิน
เงินเฟ้อเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่เราไม่สามารถหนีพ้นได้ แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ แทนที่จะมองเงินเฟ้อเป็นศัตรู ควรมองเป็นแรงผลักดันให้เราหมั่นศึกษาและปรับปรุงวิธีการจัดการเงินอยู่เสมอ
ผมเชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินในยุคที่เงินเณ้อสูงไม่ได้มาจากการหาวิธีหลีกหนีเงินเฟ้อ แต่มาจากการปรับตัวและใช้ความรู้ในการเลือกช่องทางการออมและลงทุนที่เหมาะสม พร้อมกับสร้างรายได้ที่เติบโตได้เองตามกาลเวลา
การทำความเข้าใจว่าเงินเฟ้อไทย 2569 ที่ 3.1% จะกระทบกับเงินออมของเราอย่างไร เป็นก้าวแรกที่สำคัญ การนำความรู้นี้ไปปรับใช้จริงโดยเริ่มจากการทบทวนว่าเงินของเราอยู่ที่ไหนบ้าง ได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ และควรจะปรับเปลี่ยนอย่างไร จะช่วยให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้
อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าการลงทุนทุกรูปแบบมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง การศึกษาอย่างต่อเนื่อง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น และการไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ จะช่วยให้การเดินทางทางการเงินของคุณราบรื่นและไปถึงเป้าหมายได้ในที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
เงินเฟ้อไทย 2569 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.1% จะส่งผลต่อเงินฝากออมทรัพย์อย่างไร
เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เฉลี่ยอยู่ที่ 0.5-1.0% ต่อปี ขณะที่เงินเฟ้อสูงถึง 3.1% จะทำให้เงินของคุณมีกำลังซื้อลดลงประมาณ 2.1-2.6% ต่อปี ตัวอย่างเช่น เงิน 100,000 บาทที่ฝากไว้จะมีกำลังซื้อเหลือเพียงประมาณ 97,350-97,650 บาทหลังหนึ่งปี เมื่อเทียบกับราคาสินค้าในปัจจุบัน
มีวิธีใดบ้างที่จะปกป้องเงินออมจากการเสื่อมค่าเพราะเงินเฟ้อ
มีทางเลือกหลายอย่าง เช่น เงินฝากประจำอัตราพิเศษที่ให้ดอกเบี้ย 1.5-2.0% กองทุนรวมตลาดเงินและตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทน 1.0-4.0% ต่อปี พันธบัตรออมทรัพย์ หรือการลงทุนในทองคำและหุ้นปันผล แต่ต้องศึกษาและเข้าใจความเสี่ยงของแต่ละช่องทางก่อนตัดสินใจ
ควรเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์เท่าไหร่ในยุคเงินเฟ้อสูง
แนะนำให้เก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ธรรมดาเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน 6-12 เดือน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% ของเงินออมทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 70% ควรกระจายไปยังช่องทางที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น เงินฝากประจำ กองทุนรวม หรือการลงทุนอื่นๆ ตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ดอกเบี้ยเงินฝากเทียบเงินเฟ้อแตกต่างกันมากขนาดไหน
ในปัจจุบันส่วนต่างค่อนข้างมาก เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปอยู่ที่ 0.25-1.0% ต่อปี ขณะที่เงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 3.1% ส่วนต่างอยู่ที่ประมาณ 2.1-2.85% นี่หมายความว่าเงินของคุณมี Real Interest Rate เป็นลบ คือเสื่อมค่าลงจริงๆ แม้ว่าตัวเลขในบัญชีจะเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยก็ตาม
ควรปรับวิธีจัดการเงินอย่างไรเมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น
แนะนำให้ทำหลายอย่างควบคู่กัน คือ แบ่งเงินเป็นกลุ่มตามวัตถุประสงค์ เลือกช่องทางออมที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หมั่นทบทวนและปรับสัดส่วนอย่างน้อยปีละครั้ง พัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มรายได้ ควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด และติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอยู่เสมอ
เรียนรู้เพิ่มเติมกับ OPEGOLD
เข้ากลุ่มไลน์ฟรี รับความรู้และอัปเดตตลาดทองคำ พร้อมคลาสสอนสดทุกเสาร์-อาทิตย์
แอด LINE @opegoldบทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทุน ผู้อ่านควรศึกษาและตัดสินใจด้วยตนเอง