O OPEGOLDFXTOPRO.COM เข้ากลุ่มฟรี
หน้าแรก · บทความ · ออมเงินกับลงทุนต่างกันยังไง เงินเก็บก้อนแรกควรเริ่มจากอะไร
บทความความรู้

ออมเงินกับลงทุนต่างกันยังไง เงินเก็บก้อนแรกควรเริ่มจากอะไร

ออมเงินกับลงทุนต่างกันยังไง เงินเก็บก้อนแรกลงทุนอะไรดี กองทุนตลาดเงินคืออะไร ทำความเข้าใจพื้นฐานการเงินส่วนบุคคลก่อนก้าวสู่การเทรด

เขียนโดย โอ๊ป · OPEGOLD อัปเดตล่าสุด 28 กันยายน 2026 อ่าน 21 นาที

ความแตกต่างระหว่างออมเงินกับลงทุนที่คุณต้องรู้

คำถามที่หลายคนสับสนคือ ออมเงินกับลงทุนต่างกันยังไง ความจริงแล้วทั้งสองอย่างนี้มีวัตถุประสงค์และลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การออมเงินคือการเก็บเงินไว้ใช้ในอนาคตโดยมุ่งเน้นความปลอดภัยของเงินต้นเป็นหลัก ส่วนการลงทุนคือการนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ที่คาดหวังผลตอบแทนสูงกว่าการออม แต่มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย

จากประสบการณ์ที่ผมเทรดมากกว่า 10 ปี ผมพบว่าหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการเทรดทองคำหรือฟอเร็กซ์เป็นวิธีออมเงิน ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างมาก การเทรดเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ไม่ใช่การออมเงิน ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่โลกของการเทรด คุณต้องมีพื้นฐานการเงินที่แข็งแกร่งก่อน

การออมเงินคืออะไร

การออมเงินคือการเก็บเงินส่วนหนึ่งจากรายได้ไว้ใช้ในอนาคตโดยไม่ยอมให้เงินนั้นเสี่ยงต่อการสูญเสีย รูปแบบการออมที่พบบ่อย ได้แก่ การฝากเงินออมทรัพย์ในธนาคาร การฝากประจำ หรือการเก็บเงินสดไว้ในมือ จุดเด่นของการออมคือ ความปลอดภัยสูง สภาพคล่องดี สามารถเบิกใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการ และไม่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินต้น

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของการออมคือ ผลตอบแทนต่ำมาก โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 0.5-1.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ที่ประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า เงินที่คุณออมไว้จริงๆ แล้วกำลังลดมูลค่าลงเรื่อยๆ เมื่อคิดเป็นกำลังซื้อที่แท้จริง

การลงทุนคืออะไร

การลงทุนคือการนำเงินไปซื้อสินทรัพย์ต่างๆ ที่คาดหวังว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการออมธรรมดา สินทรัพย์เหล่านี้อาจเป็นหุ้น พันธบัตร กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หรือสกุลเงิน จุดเด่นของการลงทุนคือ โอกาสได้ผลตอบแทนสูง สามารถสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว และต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ดีกว่าการออม

แต่ด้านลบของการลงทุนคือ มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินต้น ต้องใช้ความรู้ในการตัดสินใจ และอาจไม่สามารถเบิกเงินมาใช้ได้ทันทีเหมือนเงินออม บางประเภทการลงทุนต้องล็อกเงินไว้เป็นระยะเวลานาน และบางครั้งถ้าต้องการเงินด่วน อาจต้องขายขาดทุนหากราคาตลาดไม่เอื้ออำนวย

ทำไมต้องแยกเงินออมกับเงินลงทุนให้ชัดเจน

หลายคนมักจะสับสนระหว่างเงินออมกับเงินลงทุน ผมเคยพบกรณีที่มีคนเอาเงินฉุกเฉินมาเทรดทองคำ แล้วพอขาดทุนก็ไม่มีเงินใช้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน นี่คือความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้น การแยกเงินออมกับเงินลงทุนให้ชัดเจนจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

เงินออมใช้สำหรับอะไร

เงินออมควรใช้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและเป้าหมายระยะสั้น เช่น เงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เงินสำหรับซื้อของที่ต้องการในอีก 1-2 ปีข้างหน้า เงินสำหรับจ่ายเบี้ยประกัน หรือเงินสำหรับใช้ชีวิตประจำวัน เงินส่วนนี้ต้องเก็บในรูปแบบที่เสี่ยงต่ำและสามารถเบิกใช้ได้ทันที

เงินลงทุนใช้สำหรับอะไร

เงินลงทุนควรเป็นเงินที่คุณสามารถยอมรับความเสี่ยงได้และไม่ต้องใช้ในระยะสั้น ใช้สำหรับเป้าหมายระยะยาว เช่น เงินเกษียณ เงินการศึกษาบุตร เงินซื้อบ้าน หรือการสร้างความมั่งคั่ง เงินส่วนนี้คุณสามารถรับความผันผวนของตลาดได้ เพราะมีเวลาให้ตลาดฟื้นตัว

ผมมักบอกนักเรียนที่เข้ามาเรียนเทรดว่า ถ้ายังไม่มีเงินออมพอ อย่าเพิ่งคิดเทรด เพราะการเทรดทองคำหรือฟอเร็กซ์ต้องใช้เงินที่พร้อมเสี่ยง ไม่ใช่เงินที่จะต้องใช้จ่ายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า การมีฐานการเงินที่มั่นคงจะทำให้คุณตัดสินใจเทรดได้อย่างมีสติ ไม่ต้องรีบร้อนเพราะกดดันเรื่องเงิน

เงินเก็บก้อนแรกควรเริ่มจากอะไร

เมื่อคุณเพิ่งเริ่มออมเงินได้ก้อนแรก ไม่ว่าจะเป็น 10,000 บาท 50,000 บาท หรือ 100,000 บาท คำถามที่ตามมาคือ เงินเก็บก้อนแรกลงทุนอะไรดี คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และสถานการณ์ทางการเงินของคุณด้วย

ขั้นที่ 1: สร้างเงินฉุกเฉินก่อนทุกอย่าง

ก่อนจะคิดลงทุนอะไร คุณต้องมีเงินฉุกเฉินเป็นอันดับแรก เงินฉุกเฉินคือเงินที่ใช้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วยฉุกเฉิน ตกงาน รถเสีย หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้วางแผน จำนวนเงินฉุกเฉินที่เหมาะสมคือ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน ถ้าคุณใช้จ่ายเดือนละ 15,000 บาท คุณควรมีเงินฉุกเฉินอย่างน้อย 45,000-90,000 บาท

เงินฉุกเฉินควรเก็บในรูปแบบที่เบิกใช้ได้ทันทีและไม่มีความเสี่ยง ได้แก่ บัญชีออมทรัพย์ธนาคาร ฝากประจำระยะสั้นที่ถอนได้ตลอดเวลา หรือกองทุนตลาดเงินที่จะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป อย่าเอาเงินฉุกเฉินไปลงทุนในหุ้น ทองคำ หรือสินทรัพย์ที่ผันผวน เพราะเมื่อคุณต้องการใช้ ราคาอาจอยู่ในจุดที่ขาดทุนพอดี

ขั้นที่ 2: ทำความรู้จักกับกองทุนตลาดเงิน

กองทุนตลาดเงินคืออะไร หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคย กองทุนตลาดเงิน หรือ Money Market Fund คือกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หรือตราสารหนี้ของสถาบันการเงินที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี

จุดเด่นของกองทุนตลาดเงินคือ ความเสี่ยงต่ำใกล้เคียงเงินฝากธนาคาร แต่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเล็กน้อย โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1.0-2.0 เปอร์เซ็นต์ต่อปี สามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมซื้อขาย และมีสภาพคล่องสูง ได้เงินภายใน 1-2 วันทำการหลังขาย

กองทุนตลาดเงินเหมาะสำหรับเงินออมส่วนที่เกินกว่าที่เก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา ถ้าคุณมีเงินฉุกเฉิน 100,000 บาท คุณอาจเก็บ 30,000 บาทในบัญชีออมทรัพย์สำหรับใช้ฉุกเฉินมากๆ และอีก 70,000 บาทในกองทุนตลาดเงินเพื่อให้ได้ผลตอบแทนดีกว่าเล็กน้อยแต่ยังสามารถเบิกใช้ได้ง่าย

ขั้นที่ 3: เริ่มเรียนรู้ก่อนลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง

เมื่อคุณมีเงินฉุกเฉินครบแล้ว และยังมีเงินเหลือเก็บ คุณก็เริ่มพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นได้ แต่จำไว้ว่า ความเสี่ยงต้องเพิ่มขึ้นตามด้วย ก่อนลงทุนในอะไรก็ตาม ต้องศึกษาให้เข้าใจก่อนเสมอ

ตัวเลือกการลงทุนสำหรับมือใหม่ที่มีความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ กองทุนรวมผสม กองทุนรวมพันธบัตร หรือกองทุนรวมหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง สินทรัพย์เหล่านี้ให้ผลตอบแทนที่คาดหวังได้ประมาณ 4-8 เปอร์เซ็นต์ต่อปีในระยะยาว ซึ่งสูงกว่าเงินฝากและกองทุนตลาดเงินมาก แต่ต้องยอมรับความผันผวนในระยะสั้น

สำหรับผู้ที่สนใจเทรดทองคำหรือฟอเร็กซ์ ผมแนะนำว่าต้องเรียนรู้อย่างจริงจังก่อน ไม่ใช่แค่ลองเล่นดู การเทรดไม่ใช่การพนัน แต่เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน ผมใช้เวลาหลายปีกว่าจะเทรดได้อย่างมีกำไรสม่ำเสมอ และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังต้องเรียนรู้ตลาดตลอดเวลา

กลยุทธ์การจัดสรรเงินเก็บก้อนแรก

ผมมักแนะนำนักเรียนให้ใช้หลักการง่ายๆ ในการจัดสรรเงินเก็บก้อนแรก โดยแบ่งเป็นขั้นตามลำดับความสำคัญ วิธีนี้จะช่วยให้คุณมีพื้นฐานการเงินที่มั่นคงก่อนก้าวสู่การลงทุนที่ท้าทายมากขึ้น

แผนสำหรับคนที่มีเงินเก็บน้อยกว่า 50,000 บาท

ถ้าคุณมีเงินเก็บน้อยกว่า 50,000 บาท แนะนำให้เก็บเงินทั้งหมดไว้เป็นเงินฉุกเฉินก่อน แบ่งเก็บดังนี้ เก็บ 20,000-30,000 บาทในบัญชีออมทรัพย์ธนาคารสำหรับเบิกใช้ฉุกเฉินได้ทันที ส่วนที่เหลือเก็บในกองทุนตลาดเงินเพื่อให้ได้ผลตอบแทนดีกว่าเล็กน้อยแต่ยังเบิกได้ง่าย

ในช่วงนี้ยังไม่แนะนำให้เข้าสู่การลงทุนที่มีความเสี่ยง เพราะเงินทุนยังไม่เพียงพอต่อการรองรับความผันผวน การมีเงินฉุกเฉินที่เพียงพอจะให้ความอุ่นใจและเป็นพื้นฐานสำคัญของความมั่นคงทางการเงิน

แผนสำหรับคนที่มีเงินเก็บ 50,000-200,000 บาท

เมื่อคุณมีเงินเก็บระหว่าง 50,000-200,000 บาท คุณสามารถเริ่มแบ่งเงินออกเป็นสองส่วนได้ ส่วนแรกคือเงินฉุกเฉิน ควรมีอย่างน้อย 50,000-80,000 บาท เก็บในบัญชีออมทรัพย์และกองทุนตลาดเงิน ส่วนที่สองคือเงินลงทุน ใช้เงินที่เหลือเริ่มลงทุนในกองทุนรวมที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้

สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับความเสี่ยง แนะนำให้เริ่มจากกองทุนรวมผสมหรือกองทุนรวมพันธบัตร ถ้าคุณรับความเสี่ยงได้มากขึ้น อาจเพิ่มสัดส่วนในกองทุนรวมหุ้น แต่อย่าเพิ่งรีบเข้าสู่การเทรดทองคำหรือฟอเร็กซ์ในช่วงนี้ ให้เวลาตัวเองเรียนรู้การลงทุนพื้นฐานก่อน

แผนสำหรับคนที่มีเงินเก็บมากกว่า 200,000 บาท

เมื่อคุณมีเงินเก็บเกิน 200,000 บาท และมีเงินฉุกเฉินครบแล้ว คุณสามารถกระจายการลงทุนได้หลากหลายมากขึ้น แบ่งเงินออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือเงินฉุกเฉิน 80,000-100,000 บาทในบัญชีออมทรัพย์และกองทุนตลาดเงิน ส่วนที่สองคือเงินลงทุนปานกลาง 80,000-100,000 บาทในกองทุนรวมต่างๆ และส่วนที่สามคือเงินลงทุนที่ยอมเสี่ยงได้ เก็บไว้สำหรับการลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูง

ในส่วนที่สามนี้ ถ้าคุณสนใจเทรดทองคำหรือฟอเร็กซ์ คุณอาจจัดสรรเงินส่วนเล็กๆ มาเรียนรู้ แต่ควรเริ่มจากจำนวนที่ถ้าเสียหมดก็ไม่กระทบชีวิต เช่น ไม่เกิน 10-20 เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนทั้งหมด และต้องเรียนรู้อย่างจริงจังก่อนลงมือจริง

ข้อผิดพลาดที่คนมักทำเมื่อเริ่มออมเงินและลงทุน

จากประสบการณ์ที่ผมพบเห็นมาหลายพันคน มีข้อผิดพลาดหลักๆ ที่คนมักทำเมื่อเริ่มต้นออมเงินและลงทุน การรู้ล่วงหน้าจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงหลุมพรางเหล่านี้ได้

ข้อผิดพลาดที่ 1: ไม่มีเงินฉุกเฉินแต่รีบลงทุน

หลายคนมองข้ามความสำคัญของเงินฉุกเฉิน แล้วเอาเงินก้อนแรกไปลงทุนทันที ผลคือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องขายสินทรัพย์ลงทุนออกมาในจังหวะที่อาจขาดทุน หรือแย่กว่านั้นคือต้องกลับไปเป็นหนี้ นี่คือข้อผิดพลาดพื้นฐานที่พบบ่อยมาก

ข้อผิดพลาดที่ 2: ลงทุนโดยไม่เข้าใจ

การลงทุนในสิ่งที่ไม่เข้าใจเป็นสูตรสำเร็จสู่ความล้มเหลว ผมเคยเห็นคนเอาเงินไปซื้อกองทุนที่ไม่รู้ว่าลงทุนในอะไร หรือเข้ามาเทรดทองคำโดยไม่รู้เลยว่าราคาเคลื่อนไหวตามปัจจัยอะไร ผลลัพธ์คือการเสียเงินโดยไม่รู้ตัวว่าเสียทำไม ก่อนลงทุนอะไร ต้องศึกษาให้เข้าใจเสียก่อนเสมอ

ข้อผิดพลาดที่ 3: ใจร้อนและคาดหวังผลตอบแทนสูงเกินจริง

ผมพบบ่อยว่าคนเริ่มต้นออมเงินแล้วอยากรวยเร็ว จึงไปหาการลงทุนที่สัญญาผลตอบแทนสูงมากๆ โดยไม่คิดถึงความเสี่ยง จำไว้ว่า ผลตอบแทนสูงมาพร้อมกับความเสี่ยงสูงเสมอ ถ้ามีใครสัญญาผลตอบแทน 20-30 เปอร์เซ็นต์ต่อปีโดยไม่มีความเสี่ยง นั่นคือสัญญาณอันตราย

ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่สม่ำเสมอในการออม

การออมเงินครั้งเดียวแล้วหยุดไม่ได้ผล ต้องออมอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง จงตั้งเป้าหมายการออมที่ชัดเจน เช่น ออม 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทุกเดือน และยึดถือเป็นวินัย ความสำเร็จทางการเงินไม่ได้มาจากการลงทุนที่ปังครั้งเดียว แต่มาจากการออมและลงทุนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

บทเรียนจากประสบการณ์การเทรด 10 ปี

ผมเข้าสู่โลกการเทรดมากกว่า 10 ปีแล้ว และสิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้คือ การมีฐานการเงินที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในช่วงแรกๆ ที่ผมเทรด ผมก็เคยทำผิดพลาดเหมือนกัน คือเอาเงินที่ไม่ควรเสี่ยงมาเทรด ผลคือความเครียดมหาศาลเมื่อขาดทุน และตัดสินใจผิดพลาดเพราะอารมณ์

เมื่อผมเริ่มแยกเงินให้ชัดเจนระหว่างเงินออม เงินฉุกเฉิน และเงินเทรด ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ผมสามารถเทรดได้อย่างมีสติ เพราะรู้ว่าถ้าขาดทุนก็ไม่กระทบชีวิตประจำวัน ความมั่นใจนี้ทำให้ผมตัดสินใจได้ดีขึ้น และผลลัพธ์ก็ดีตามมา

การเทรดทองคำหรือฟอเร็กซ์ไม่ใช่วิธีออมเงิน แต่เป็นการลงทุนที่ต้องใช้ทักษะและการบริหารความเสี่ยงที่ดี ผมมักบอกนักเรียนว่า อย่ามองการเทรดเป็นวิธีรวยเร็ว แต่ให้มองเป็นทักษะที่สามารถสร้างรายได้เสริมได้ในระยะยาวถ้าทำอย่างถูกต้อง

เส้นทางสู่ความมั่นคงทางการเงิน

การสร้างความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นเส้นทางที่ต้องเดินไปทีละขั้น เริ่มจากการออมเงินให้ได้ก้อนแรก สร้างเงินฉุกเฉินให้ครบ แล้วค่อยๆ เรียนรู้และขยายไปสู่การลงทุนที่หลากหลาย

กองทุนตลาดเงินเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น เพราะให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากแต่ยังคงความปลอดภัยและสภาพคล่องสูง เมื่อคุณคุ้นเคยกับการลงทุนมากขึ้น ค่อยๆ ขยายไปสู่กองทุนรวมประเภทอื่น หุ้น หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นตามความเหมาะสม

สำหรับผู้ที่สนใจเทรดทองคำหรือฟอเร็กซ์ ผมแนะนำให้เรียนรู้อย่างจริงจังก่อน เข้าคอร์สเรียนที่มีคุณภาพ ฝึกในบัญชีทดลองก่อน และเมื่อพร้อมแล้วค่อยเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนเล็กๆ ที่คุณยอมเสียได้ อย่าเอาเงินก้อนแรกทั้งหมดมาเทรดทันที นั่นคือหายนะที่รอเกิดขึ้น

จำไว้ว่า ออมเงินกับลงทุนต่างกันยังไง คือคำถามพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าใจ การออมคือการรักษาเงิน การลงทุนคือการเติบโตเงิน ทั้งสองอย่างจำเป็นและเสริมกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คุณต้องทำทั้งคู่อย่างสมดุลจึงจะประสบความสำเร็จทางการเงินได้

ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนเงินที่มีมากแค่ไหน แต่วัดจากความมั่นคงและเสรีภาพทางการเงิน การมีเงินออมที่เพียงพอ มีการลงทุนที่กระจายความเสี่ยง และมีความรู้ในการบริหารเงินจะให้ความมั่นใจและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าการมีเงินมากแต่อยู่อย่างไม่มั่นคง

คำถามที่พบบ่อย

ออมเงินกับลงทุนต่างกันยังไง อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ไหม

การออมเงินคือการเก็บเงินไว้โดยมุ่งเน้นความปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียเงินต้น แต่ได้ผลตอบแทนต่ำ เหมาะสำหรับใช้จ่ายในระยะสั้นและเป็นเงินฉุกเฉิน ส่วนการลงทุนคือการนำเงินไปซื้อสินทรัพย์เพื่อหวังผลตอบแทนสูงกว่า แต่มีความเสี่ยงต่อการขาดทุน เหมาะสำหรับเป้าหมายระยะยาวที่ยอมรับความผันผวนได้

เงินเก็บก้อนแรกลงทุนอะไรดี สำหรับคนที่มีเงินไม่มาก

ถ้ามีเงินไม่ถึง 50,000 บาท แนะนำให้เก็บเป็นเงินฉุกเฉินก่อนโดยแบ่งเก็บในบัญชีออมทรัพย์และกองทุนตลาดเงิน ถ้ามีมากกว่านั้นและมีเงินฉุกเฉินครบแล้ว ค่อยเริ่มลงทุนในกองทุนรวมผสมหรือกองทุนรวมพันธบัตรที่มีความเสี่ยงปานกลาง อย่ารีบเข้าสู่การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเช่นหุ้นหรือการเทรดในช่วงแรก

กองทุนตลาดเงินคืออะไร และเหมาะกับใครบ้าง

กองทุนตลาดเงินคือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนประมาณ 1.0-2.0 เปอร์เซ็นต์ต่อปี สูงกว่าเงินฝากธนาคารเล็กน้อย มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เหมาะกับคนที่ต้องการเก็บเงินฉุกเฉินหรือเงินที่อาจต้องใช้ภายใน 1-2 ปี โดยต้องการผลตอบแทนดีกว่าบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา

ถ้าอยากเริ่มเทรดทองคำหรือฟอเร็กซ์ ควรมีเงินเท่าไหร่ก่อน

ก่อนเริ่มเทรด ต้องมีเงินฉุกเฉินครบ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือนก่อนเสมอ และควรใช้เฉพาะเงินที่ยอมเสียหมดได้มาเทรด แนะนำไม่เกิน 10-20 เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนทั้งหมด และที่สำคัญคือต้องเรียนรู้อย่างจริงจัง ฝึกในบัญชีทดลองจนมั่นใจก่อนลงเงินจริง การเทรดไม่ใช่วิธีออมเงิน แต่เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง

ควรออมเงินกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต่อเดือน

แนะนำให้ออมอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้สุทธิต่อเดือน ถ้าทำได้มากกว่านั้นยิ่งดี โดยแบ่งเป็นเงินฉุกเฉินก่อนจนครบ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน หลังจากนั้นค่อยแบ่งไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเอง ความสม่ำเสมอในการออมสำคัญกว่าจำนวนที่ออมในแต่ละครั้ง

เรียนรู้เพิ่มเติมกับ OPEGOLD

เข้ากลุ่มไลน์ฟรี รับความรู้และอัปเดตตลาดทองคำ พร้อมคลาสสอนสดทุกเสาร์-อาทิตย์

แอด LINE @opegold

บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทุน ผู้อ่านควรศึกษาและตัดสินใจด้วยตนเอง