ควรมีทองคำกี่ % ในพอร์ต จัดสัดส่วนเงินเก็บให้เหมาะกับความเสี่ยงปี 2026
วิเคราะห์สัดส่วนทองคำในพอร์ตที่เหมาะสมตามอายุและความเสี่ยง พร้อมหลักการจัดพอร์ตเงินเก็บ 2026 และกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงลงทุนอย่างสมดุล
คำถามที่นักลงทุนหลายคนถามผมบ่อยที่สุดคือ ควรมีทองคำกี่ % ในพอร์ตการลงทุน ซึ่งคำตอบไม่ได้มีแบบเดียวสำหรับทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับอายุ ระดับความเสี่ยงที่รับได้ และเป้าหมายการลงทุน โดยทั่วไปแล้ว สัดส่วนทองคำในพอร์ตที่เหมาะสมอยู่ที่ 5-15% สำหรับนักลงทุนทั่วไป และอาจเพิ่มเป็น 20-30% สำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ปี 2026 ที่ความผันผวนของตลาดโลกยังคงสูง
จากประสบการณ์เทรดทองคำมากกว่า 10 ปี ผมได้เห็นนักลงทุนหลายรายที่ประสบปัญหาจากการจัดสัดส่วนไม่เหมาะสม บางคนถือทองคำมากเกินไปจนพลาดโอกาสเติบโตจากสินทรัพย์อื่น บางคนถือน้อยเกินไปจนพอร์ตพังหนักเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลง บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจหลักการจัดพอร์ตเงินเก็บที่สมดุล และกระจายความเสี่ยงลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ทำไมต้องมีทองคำในพอร์ตการลงทุน
ก่อนจะพูดถึงสัดส่วนที่เหมาะสม เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมทองคำถึงเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ควรมีในพอร์ต ซึ่งมีเหตุผลหลักดังนี้
ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าแท้จริงและรักษามูลค่าได้ดีในระยะยาว เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น ราคาทองคำมักจะปรับตัวขึ้นตามไปด้วย ทำให้กำลังซื้อของคุณไม่ลดลง ผมเคยเห็นช่วงปี 2008-2011 ที่เงินเฟ้อสูงในหลายประเทศ ราคาทองคำพุ่งขึ้นมากกว่า 150% ในขณะที่เงินฝากธนาคารให้ผลตอบแทนติดลบหลังหักเงินเฟ้อ
กระจายความเสี่ยงจากสินทรัพย์อื่น
ทองคำมีความสัมพันธ์เชิงลบหรือไม่มีความสัมพันธ์กับหุ้นและพันธบัตรในหลายช่วงเวลา เมื่อตลาดหุ้นร่วง นักลงทุนมักหันมาถือทองคำเพื่อความปลอดภัย ทำให้ราคาทองคำขึ้น นี่คือหลักการกระจายความเสี่ยงลงทุนที่สำคัญ เมื่อสินทรัพย์หนึ่งลง อีกสินทรัพย์อาจขึ้นหรือคงที่ ช่วยให้พอร์ตโดยรวมมีความผันผวนน้อยลง
สินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤต
ในช่วงวิกฤตการเงินหรือความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทองคำทำหน้าที่เป็น Safe Haven ได้ดี ผมจำได้ชัดเจนในช่วง COVID-19 ปี 2020 เมื่อตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงกว่า 30% ภายในไม่กี่สัปดาห์ ราคาทองคำกลับปรับตัวขึ้นและทำจุดสูงสุดใหม่ในเดือนสิงหาคม 2020 ที่เกิน 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สัดส่วนทองคำในพอร์ตที่เหมาะสมตามกลุ่มอายุ
การจัดสัดส่วนทองคำในพอร์ตควรคำนึงถึงอายุและระยะเวลาการลงทุนที่เหลืออยู่ ซึ่งแต่ละช่วงวัยมีความเหมาะสมแตกต่างกัน
วัยทำงานต้น (20-35 ปี)
นักลงทุนวัยนี้มีเวลาในการลงทุนระยะยาวอีกมาก สามารถรับความเสี่ยงได้สูง ควรเน้นสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น หรือสินทรัพย์ดิจิทัล สัดส่วนทองคำที่เหมาะสมอยู่ที่ 5-10% ของพอร์ตทั้งหมด
ตัวอย่างพอร์ตสำหรับวัยนี้
- หุ้นไทยและต่างประเทศ 60-70%
- กองทุนรวมตราสารหนี้ 15-20%
- ทองคำ 5-10%
- เงินสดและเงินฝาก 5-10%
วัยทำงานกลาง (35-50 ปี)
เป็นช่วงที่รายได้มั่นคงและมีเงินสะสมเพิ่มขึ้น แต่เวลาในการลงทุนเริ่มสั้นลง ควรเริ่มลดความเสี่ยงและเพิ่มการป้องกันพอร์ต สัดส่วนทองคำที่เหมาะสมอยู่ที่ 10-15%
ตัวอย่างพอร์ตสำหรับวัยนี้
- หุ้นไทยและต่างประเทศ 45-55%
- กองทุนรวมตราสารหนี้ 25-30%
- ทองคำ 10-15%
- เงินสดและเงินฝาก 5-10%
วัยก่อนเกษียณและเกษียณ (50 ปีขึ้นไป)
วัยนี้ต้องการความมั่นคงและรายได้สม่ำเสมอ ไม่ควรเสี่ยงมากเกินไป เนื่องจากไม่มีเวลาชดเชยความสูญเสียหากเกิดวิกฤต สัดส่วนทองคำควรอยู่ที่ 15-20% หรืออาจสูงถึง 25% ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน
ตัวอย่างพอร์ตสำหรับวัยนี้
- หุ้นไทยและต่างประเทศ 25-35%
- กองทุนรวมตราสารหนี้และพันธบัตร 35-45%
- ทองคำ 15-20%
- เงินสดและเงินฝาก 10-15%
ปรับสัดส่วนทองคำตามสถานการณ์เศรษฐกิจปี 2026
ปี 2026 มีปัจจัยพิเศษหลายอย่างที่นักลงทุนต้องคำนึงถึงในการจัดพอร์ตเงินเก็บ ซึ่งอาจต้องปรับสัดส่วนทองคำให้เหมาะสมกับสถานการณ์
นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
หลังจากที่ธนาคารกลางหลายแห่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในปี 2022-2023 ในปี 2026 อาจเห็นการปรับลดดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อควบคุมได้ ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าทองคำมักทำผลงานได้ดีในช่วงที่ดอกเบี้ยลดลง เพราะต้นทุนในการถือทองคำ ซึ่งไม่มีดอกเบี้ย ลดลงเมื่อเทียบกับเงินฝากหรือพันธบัตร
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
สถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง นักลงทunนควรพิจารณาเพิ่มสัดส่วนทองคำอีก 5-10% จากสัดส่วนปกติ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ความผันผวนของค่าเงิน
ปี 2026 ค่าเงินหลายสกุลอาจมีความผันผวนสูงจากนโยบายการเงินที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินบาท การถือทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์สากลที่ซื้อขายเป็นดอลลาร์สหรัฐช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี
ประเภททองคำที่เหมาะสมในพอร์ตลงทุน
เมื่อรู้แล้วว่าควรมีทองคำกี่เปอร์เซ็นต์ สิ่งต่อมาคือเลือกประเภททองคำที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การลงทุน
ทองคำแท่ง
เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวและการเก็บออม มีค่าพรีเมียมต่ำ ซื้อขายง่าย และมีสภาพคล่องสูง ผมแนะนำให้นักลงทุนทั่วไปใช้ทองคำแท่งเป็นหลักในการจัดสัดส่วนพอร์ต เพราะติดตามราคาตลาดโลกได้ใกล้เคียงที่สุด
กองทุนรวมทองคำ
สะดวกในการซื้อขาย ไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสภาพคล่องสูงและลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อย อย่างไรก็ตาม ต้องระวังค่าธรรมเนียมการจัดการที่อาจสูงกว่าการถือทองคำแท่ง
ทองรูปพรรณ
มีค่าครองสูงกว่าทองคำแท่ง ไม่เหมาะสำหรับการลงทุน แต่เหมาะสำหรับการสะสมเครื่องประดับที่ใช้งานได้จริง ถ้าวัตถุประสงค์หลักคือการลงทุน ผมไม่แนะนำให้นับรวมทองรูปพรรณในการคำนวณสัดส่วนพอร์ตการลงทุน
วิธีจัดพอร์ตเงินเก็บอย่างเป็นระบบ
การมีสัดส่วนทองคำที่เหมาะสมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจัดพอร์ตที่ดี ต้องมีกระบวนการที่เป็นระบบด้วย
กำหนดเป้าหมายและระยะเวลา
เริ่มต้นด้วยการกำหนดว่าเงินก้อนนี้มีวัตถุประสงค์อะไร ต้องการใช้เมื่อไหร่ เช่น ออมเพื่อบ้าน 10 ปี ออมเพื่อเกษียณ 25 ปี หรือเก็บสำรองฉุกเฉิน ยิ่งระยะเวลานานก็ยิ่งรับความเสี่ยงได้มากขึ้น
ประเมินความเสี่ยงที่รับได้
ถามตัวเองว่าถ้าพอร์ตลงทุนร่วงลง 20% ภายในไม่กี่เดือน คุณจะนอนหลับสบายหรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ แสดงว่าคุณควรเพิ่มสัดส่วนทองคำและสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น
ทบทวนและปรับสมดุลพอร์ต
อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง ควรทบทวนสัดส่วนพอร์ตและปรับสมดุลกลับสู่สัดส่วนเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น ถ้าตั้งใจให้ทองคำ 10% แต่หลังจากทองคำราคาขึ้นมาก กลายเป็น 15% ควรขายบางส่วนและหมุนเวียนไปยังสินทรัพย์อื่นที่ลดลง
ผมเคยเห็นหลายคนที่ไม่ทำ Rebalancing พอร์ต จนเมื่อเกิดวิกฤตพอร์ตเอียงหนักไปทางสินทรัพย์เสี่ยงและขาดทุนหนัก การปรับสมดุลเป็นวินัยสำคัญที่ช่วยควบคุมความเสี่ยงและล็อคกำไรอย่างเป็นระบบ
กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงลงทุนด้วยทองคำ
นอกจากมีทองคำในพอร์ตแล้ว ยังมีเทคนิคเพิ่มเติมที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น
Dollar Cost Averaging กับทองคำ
แทนที่จะซื้อทองคำครั้งเดียวก้อนใหญ่ ให้แบ่งซื้อเป็นงวดๆ เดือนละครั้งในจำนวนเงินเท่าๆ กัน วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อที่จุดสูงสุด และเฉลี่ยราคาต้นทุนให้สมดุลกว่า ผมใช้วิธีนี้มาตลอดและพบว่าผลลัพธ์ในระยะยาวดีกว่าการพยายามจับจังหวะตลาด
ผสมผสานการลงทุนและเทรด
สัดส่วนหลักของทองคำในพอร์ตควรเป็นการลงทุนระยะยาว ถือไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง ถ้าต้องการเพิ่มผลตอบแทน อาจแยกเงินส่วนเล็กๆ ไม่เกิน 20-30% ของเงินลงทุนทองคำ มาทำการเทรดระยะสั้น แต่ต้องแยกบัญชีและวินัยให้ชัดเจน ไม่ให้สองส่วนปนกัน
พิจารณาทองคำในสกุลเงินต่างๆ
สำหรับนักลงทุนที่มีเงินลงทุนมาก อาจกระจายการถือทองคำในหลายรูปแบบ เช่น ทองคำไทยในสกุลบาท และทองคำต่างประเทศในสกุลดอลลาร์ผ่านกองทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงจากค่าเงินด้วย
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงในการจัดสัดส่วนทองคำ
จากประสบการณ์ทำงานกับนักลงทุนหลายพันคน ผมพบข้อผิดพลาดที่เกิดซ้ำๆ ซึ่งคุณควรระวัง
ถือทองคำมากเกินไป
บางคนถือทองคำมากกว่า 50% ของพอร์ต ซึ่งทำให้พลาดโอกาสเติบโตจากสินทรัพย์อื่น ทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ไม่ใช่สินทรัพย์เพื่อการเติบโต ในระยะยาวผลตอบแทนจากหุ้นมักสูงกว่าทองคำ ถ้าคุณยังอายุน้อยและมีเวลาลงทุนอีกนาน ไม่ควรถือทองคำมากเกินไป
ไม่มีทองคำเลย
ในทางตรงกันข้าม บางคนไม่มีทองคำในพอร์ตเลย เชื่อว่าหุ้นหรือสินทรัพย์อื่นให้ผลตอบแทนดีกว่า แต่เมื่อเกิดวิกฤต พอร์ตที่ไม่มีทองคำมักจะร่วงหนักกว่าพอร์ตที่มีการกระจายความเสี่ยงลงทุนอย่างเหมาะสม
ไล่ตามราคาทองคำ
หลายคนรอจนทองคำขึ้นมากแล้วถึงตัดสินใจซื้อ หรือขายทิ้งเมื่อราคาลง พฤติกรรมนี้ทำให้ซื้อแพงขายถูก การลงทุนในทองคำควรเป็นไปตามแผนและสัดส่วนที่กำหหนดไว้ ไม่ใช่ตามอารมณ์หรือข่าวสาร
ลืมคำนึงถึงต้นทุนและภาษี
การซื้อขายทองคำมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าพรีเมียม ค่าธรรมเนียม และภาษีมูลค่าเพิ่มในบางรูปแบบ ต้องคำนวณต้นทุนเหล่านี้ในการตัดสินใจ โดยเฉพาะถ้าซื้อขายบ่อยๆ ต้นทุนสะสมจะกัดกินผลตอบแทนอย่างมาก
เคล็ดลับจากประสบการณ์จริงในการจัดพอร์ตปี 2026
หลังจากผ่านวิกฤตการเงินหลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤตซับไพรม์ 2008 วิกฤตหนี้ยุโรป สงครามการค้า และโควิด-19 ผมมีข้อสังเกตสำคัญที่อยากแบ่งปัน
ความยืดหยุ่นสำคัญกว่าสูตรสำเร็จรูป
แม้จะมีสัดส่วนแนะนำตามอายุ แต่ในความเป็นจริงแต่ละคนมีสถานการณ์แตกต่างกัน ถ้าคุณทำงานในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีรายได้ไม่แน่นอน อาจต้องเพิ่มสัดส่วนทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่าคนที่มีรายได้ประจำมั่นคง
แยกเงินฉุกเฉินออกจากพอร์ตลงทุน
ก่อนจัดสัดส่วนทองคำในพอร์ต ต้องแน่ใจว่ามีเงินสำรองฉุกเฉิน 6-12 เดือนของค่าใช้จ่ายไว้แยกต่างหากในรูปเงินสดหรือเงินฝากที่เบิกได้ทันที อย่านำเงินส่วนนี้มารวมในการคำนวณพอร์ตลงทุน
เรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
ตลาดการเงินเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่ใช้ได้ผลในอดีตอาจไม่ได้ผลในอนาคต ต้องติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ เรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ และเปิดใจกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
สรุปแนวทางการจัดสัดส่วนทองคำที่เหมาะสม
การตัดสินใจว่าควรมีทองคำกี่เปอร์เซ็นต์ในพอร์ตไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน แต่หลักการพื้นฐานคือ
- วัยหนุ่มสาว: 5-10% เน้นการเติบโต
- วัยกลางคน: 10-15% สมดุลระหว่างเติบโตและป้องกันความเสี่ยง
- วัยเกษียณ: 15-25% เน้นความมั่นคงและรักษาทุน
- สถานการณ์พิเศษ: เพิ่มอีก 5-10% ในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง
ที่สำคัญกว่าตัวเลข คือการมีวินัยในการดำเนินการตามแผน ทบทวนและปรับสมดุลพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ และไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์หรือความกลัว การจัดพอร์ตเงินเก็บที่ดีต้องอาศัยความรู้ ความอดทน และความมีวินัย
ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพชัดเจนขึ้นในการจัดสัดส่วนทองคำในพอร์ตของคุณ อย่าลืมว่าการลงทุนคือการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่ง 100 เมตร ผู้ที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวคือคนที่มีแผนที่ดี มีวินัย และปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์
บทความนี้เป็นเนื้อหาเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย
สัดส่วนทองคำในพอร์ตที่เหมาะสมสำหรับคนวัย 30 ปีคือเท่าไหร่
สำหรับคนวัย 30 ปีที่ยังมีเวลาในการลงทุนระยะยาวอีกมาก แนะนำให้มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 5-10% ของพอร์ตทั้งหมด เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นกับการป้องกันความเสี่ยงจากทองคำ อย่างไรก็ตาม ถ้าอยู่ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงหรือมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ อาจเพิ่มเป็น 10-12% ได้
ควรซื้อทองคำแท่งหรือกองทุนรวมทองคำดีกว่ากันในการจัดพอร์ต
ทั้งสองมีข้อดีต่างกัน ทองคำแท่งเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวและเก็บออม มีค่าพรีเมียมต่ำกว่า สามารถถือกายภาพได้จริง แต่ต้องมีที่เก็บรักษาที่ปลอดภัย ส่วนกองทุนรวมทองคำสะดวกในการซื้อขาย มีสภาพคล่องสูง เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินน้อยได้ แต่มีค่าธรรมเนียมการจัดการ สำหรับคนทั่วไปที่ต้องการถือทองคำระยะยาวแนะนำให้เลือกทองคำแท่ง แต่ถ้าต้องการความยืดหยุ่นและซื้อขายบ่อยอาจเลือกกองทุนรวม
ในสถานการณ์ปี 2026 ควรเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ตหรือไม่
ปี 2026 มีปัจจัยความไม่แน่นอนหลายอย่าง ทั้งนโยบายดอกเบี้ยที่อาจเปลี่ยนแปลง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของค่าเงิน ในสถานการณ์เช่นนี้ การเพิ่มสัดส่วนทองคำอีก 5-10% จากสัดส่วนปกติเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่สมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเพิ่มจนเกิน 25-30% ของพอร์ตทั้งหมด เพราะจะทำให้พลาดโอกาสเติบโตจากสินทรัพย์อื่น ควรประเมินจากความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้และเป้าหมายการลงทุนเป็นหลัก
ถ้ามีทองรูปพรรณอยู่แล้ว ต้องซื้อทองคำแท่งเพิ่มไหม
ทองรูปพรรณและทองคำแท่งมีวัตถุประสงค์ต่างกัน ทองรูปพรรณมีค่าครองสูง เหมาะสำหรับการสวมใส่และเป็นมรดก ไม่เหมาะนำมาคำนวณในพอร์ตลงทุน ดังนั้นแม้จะมีทองรูปพรรณอยู่แล้ว ก็ยังควรมีทองคำแท่งหรือกองทุนรวมทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสมตามแผนการลงทุนของคุณ เพื่อให้การกระจายความเสี่ยงลงทุนมีประสิทธิภาพจริง
ควรปรับสมดุลพอร์ทองคำบ่อยแค่ไหน
แนะนำให้ทบทวนและปรับสมดุลพอร์ตอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง หรือเมื่อสัดส่วนทองคำเบี่ยงเบนจากเป้าหมายมากกว่า 5% ตัวอย่างเช่น ถ้ากำหนดไว้ 10% แต่ราคาทองคำขึ้นจนกลายเป็น 16% ควรขายบางส่วนกลับมาเป็นเงินสดหรือหมุนเวียนไปสินทรัพย์อื่น การปรับสมดุลเป็นวินัยสำคัญที่ช่วยล็อคกำไรอย่างเป็นระบบและรักษาระดับความเสี่ยงให้อยู่ในกรอบที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปรับบ่อยเกินไปจนเสียค่าใช้จ่ายมาก
เรียนรู้เพิ่มเติมกับ OPEGOLD
เข้ากลุ่มไลน์ฟรี รับความรู้และอัปเดตตลาดทองคำ พร้อมคลาสสอนสดทุกเสาร์-อาทิตย์
แอด LINE @opegoldบทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทุน ผู้อ่านควรศึกษาและตัดสินใจด้วยตนเอง