Bid Ask และ Spread คืออะไร ทำไมมือใหม่ต้องรู้ก่อนเทรด
เข้าใจ Bid Ask และ Spread ศัพท์พื้นฐานเทรดทองคำและ Forex ที่มือใหม่ต้องรู้ก่อนเริ่มเทรด พร้อมตัวอย่างจริงและวิธีคำนวณต้นทุน
เมื่อคุณเริ่มต้นเรียนรู้การเทรดทองคำหรือ Forex สิ่งแรกๆ ที่คุณจะเห็นบนหน้าจอคือตัวเลขราคาสองชุด ซึ่งมักทำให้มือใหม่สับสนว่าควรดูตัวเลขไหน และทำไมราคาถึงต่างกัน นี่คือจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจ Bid Ask และ Spread ซึ่งเป็นศัพท์เทรดเบื้องต้นที่ทุกคนต้องรู้ เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและกำไรของคุณในแต่ละครั้งที่เปิดออเดอร์
ผมจำได้ว่าตอนเริ่มเทรดครั้งแรกเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ผมก็งงเหมือนกันว่าทำไมพอเปิดออเดอร์แล้วถึงขาดทุนทันที แม้ราคายังไม่ได้เคลื่อนไหวไปไหนเลย ต่อมาถึงรู้ว่านั่นคือผลจาก Spread ซึ่งเป็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องจ่าย บทความนี้จะอธิบายทุกอย่างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับแนวคิดเหล่านี้ พร้อมตัวอย่างที่เข้าใจง่าย
Bid คืออะไร ราคาที่คุณขายได้
Bid หรือราคาเสนอซื้อ คือราคาที่ตลาดยินดีจะซื้อจากคุณ หรือพูดง่ายๆ คือราคาที่คุณสามารถขายออกได้ในขณะนั้น เมื่อคุณต้องการปิดออเดอร์ซื้อ Buy หรือเปิดออเดอร์ขาย Sell คุณจะได้ราคา Bid นี้
ตัวอย่างเช่น หากคุณดูที่คู่เงิน EUR/USD และเห็นราคา Bid อยู่ที่ 1.0850 นั่นหมายความว่าถ้าคุณต้องการขายยูโรออกไป คุณจะได้ราคา 1.0850 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งยูโร หรือถ้าคุณกำลังถือออเดอร์ซื้ออยู่และต้องการปิด คุณก็จะปิดที่ราคานี้เช่นกัน
จากประสบการณ์ตรงของผม ราคา Bid นี้แหละที่เป็นตัวกำหนดว่าคุณจะได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่เมื่อคุณปิดออเดอร์ซื้อ หลายครั้งที่ผมเห็นมือใหม่มองแค่ราคาที่วิ่งขึ้นไปแล้วดีใจ แต่พอปิดออเดอร์กลับพบว่ากำไรน้อยกว่าที่คิด เพราะลืมคำนึงว่าการปิดออเดอร์ซื้อต้องใช้ราคา Bid ไม่ใช่ราคากลางๆ ที่เห็นบนกราฟ
Ask คืออะไร ราคาที่คุณซื้อได้
Ask หรือราคาเสนอขาย บางที่เรียกว่า Offer คือราคาที่ตลาดยินดีจะขายให้คุณ หรือพูดอีกแบบคือราคาที่คุณต้องจ่ายถ้าต้องการซื้อในขณะนั้น เมื่อคุณต้องการเปิดออเดอร์ซื้อ Buy หรือปิดออเดอร์ขาย Sell คุณจะได้ราคา Ask นี้
ใช้ตัวอย่างเดิม ถ้าคู่เงิน EUR/USD มีราคา Ask อยู่ที่ 1.0852 หมายความว่าถ้าคุณต้องการซื้อยูโร คุณต้องจ่าย 1.0852 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งยูโร หรือถ้าคุณกำลังถือออเดอร์ขายอยู่และต้องการปิด คุณก็ต้องปิดที่ราคานี้
สิ่งสำคัญที่ผมเรียนรู้มาตลอดหลายปี คือราคา Ask นี้จะสูงกว่า Bid เสมอ และความแตกต่างนี้แหละคือสิ่งที่เรียกว่า Spread ซึ่งเป็นต้นทุนที่คุณต้องจ่ายทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเมื่อคุณเพิ่งเปิดออเดอร์ซื้อเสร็จ คุณจะเห็นว่าออเดอร์ของคุณติดลบเล็กน้อยทันที
Spread คืออะไร ต้นทุนที่ซ่อนอยู่
Spread หรือส่วนต่างราคา คือช่องว่างระหว่างราคา Bid และ Ask ซึ่งเป็นต้นทุนการเทรดที่คุณต้องจ่ายทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ ไม่ว่าจะซื้อหรือขาย คุณคำนวณ Spread ได้ง่ายๆ โดยเอาราคา Ask ลบด้วยราคา Bid
สูตรคำนวณ Spread = Ask - Bid
จากตัวอย่างข้างต้น EUR/USD ที่มี Bid 1.0850 และ Ask 1.0852 จะมี Spread เท่ากับ 1.0852 - 1.0850 = 0.0002 หรือที่เรียกกันว่า 2 pips ซึ่งในตลาด Forex มักวัดความกว้างของ Spread ด้วยหน่วย pip
ในตลาดทองคำ Spread มักจะวัดเป็นดอลลาร์ต่อออนซ์ เช่น ทองคำอาจมี Bid อยู่ที่ 2650.00 ดอลลาร์ และ Ask อยู่ที่ 2650.50 ดอลลาร์ ทำให้มี Spread 0.50 ดอลลาร์ หรือ 50 เซนต์ต่อออนซ์
จากประสบการณ์การสอนเทรดมาหลายปี ผมพบว่ามือใหม่มักมองข้าม Spread นี้ไป และเข้าใจผิดว่าการเทรดไม่มีค่าใช้จ่าย ความจริงแล้ว Spread นี้แหละคือต้นทุนหลักที่คุณต้องจ่าย และถ้าคุณเทรดบ่อยๆ โดยเฉพาะการ Scalping หรือเทรดระยะสั้นมากๆ ค่า Spread สะสมไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ได้
ทำไม Bid Ask และ Spread ถึงสำคัญสำหรับมือใหม่
การเข้าใจ Bid Ask และ Spread เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้คุณบริหารจัดการต้นทุนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคุณไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ คุณอาจจะตั้งเป้าหมายกำไรที่ไม่สมจริง หรือเทรดในช่วงที่ Spread กว้างจนเกินไปโดยไม่รู้ตัว
ผลกระทบต่อการเทรด
เมื่อคุณเปิดออเดอร์ซื้อ คุณเข้าที่ราคา Ask แต่ถ้าต้องการปิดทันที คุณจะปิดที่ราคา Bid ซึ่งต่ำกว่า นี่หมายความว่าคุณเริ่มต้นด้วยการขาดทุนเท่ากับ Spread ทันที ดังนั้นราคาต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คุณคาดหวังอย่างน้อยเท่ากับ Spread ก่อน คุณถึงจะเริ่มทำกำไรได้
ตัวอย่างเช่น ถ้า Spread กว้าง 5 pips ราคาต้องเคลื่อนไหวไปตามทิศทางที่คุณเทรดอย่างน้อย 5 pips คุณถึงจะคุ้มทุน และถ้าต้องการกำไร 10 pips ราคาต้องเคลื่อนไหวไป 15 pips จริงๆ นี่คือสิ่งที่มือใหม่มักลืมคิด
ผมเคยเห็นเทรดเดอร์หน้าใหม่หลายคนที่ทำกำไรได้ตามกราฟ แต่พอรวมต้นทุน Spread แล้วกลับขาดทุนสุทธิ เพราะเทรดบ่อยเกินไปในตราสารที่มี Spread กว้าง หรือเทรดในช่วงเวลาที่ Spread ขยายตัว เช่น ช่วงข่าวสำคัญหรือช่วงที่ตลาดซบ
ปัจจัยที่ทำให้ Spread กว้างหรือแคบ
Spread ไม่ได้กว้างเท่ากันตลอดเวลา มันจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาดและปัจจัยต่างๆ การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกเวลาเทรดที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงช่วงที่ต้นทุนสูงเกินไป
สภาพคล่องของตลาด
ตราสารที่มีการซื้อขายมาก เช่น คู่เงินหลักๆ อย่าง EUR/USD หรือ GBP/USD มักมี Spread แคบ เพราะมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก ในขณะที่คู่เงินรองหรือคู่เงิน Exotic ที่ซื้อขายน้อยกว่า จะมี Spread กว้างกว่ามาก
ทองคำซึ่งเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูง มักจะมี Spread ที่แคบพอสมควร โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ตลาดคึกคัก แต่ในช่วงที่ตลาดซบ เช่น ช่วงกลางคืนของเอเชีย Spread ก็อาจกว้างขึ้นได้
เวลาในการเทรด
Spread มักจะแคบที่สุดในช่วงที่ตลาดคึกคัก เช่น ช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน ซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด ในทางกลับกัน ช่วงที่ตลาดซบ เช่น ช่วงดึกหรือช่วงสุดสัปดาห์ Spread มักจะกว้างขึ้น
ผมมักแนะนำนักเทรดมือใหม่ให้หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่ Spread กว้าง เพราะนอกจากต้นทุนจะสูงแล้ว การเคลื่อนไหวของราคายังผันผวนและไม่สม่ำเสมอ ทำให้ยากต่อการวิเคราะห์
ความผันผวนของตลาด
เมื่อมีข่าวสำคัญออกมา หรือเกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่ส่งผลต่อตลาด Spread มักจะกว้างขึ้นอย่างมาก เพราะความไม่แน่นอนสูง ผู้ให้บริการสภาพคล่องจะขยาย Spread เพื่อป้องกันความเสี่ยง
ตัวอย่างเช่น ก่อนและหลังการประกาศดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือข้อมูล Non-Farm Payrolls Spread อาจกว้างขึ้นเป็นหลายเท่าตัวชั่วคราว นี่คือช่วงที่ผมมักจะเตือนนักเทรดให้ระวังและอาจหลีกเลี่ยงการเทรด หากไม่มีประสบการณ์เพียงพอ
ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนจาก Spread
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า Spread ส่งผลกระทบต่อการเทรดอย่างไร มาดูตัวอย่างการคำนวณกัน
ตัวอย่างใน Forex
สมมติคุณเทรดคู่เงิน EUR/USD ขนาด 1 lot มาตรฐาน ซึ่งเท่ากับ 100,000 หน่วยเงินฐาน ราคา Bid อยู่ที่ 1.0850 และ Ask อยู่ที่ 1.0852 ทำให้ Spread เท่ากับ 2 pips
ค่าของ 1 pip สำหรับ EUR/USD ขนาด 1 lot เท่ากับ 10 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น Spread 2 pips จะเท่ากับต้นทุน 20 ดอลลาร์ต่อการเปิดออเดอร์หนึ่งครั้ง
ถ้าคุณเทรดวันละ 10 รอบ คุณจะจ่ายค่า Spread 200 ดอลลาร์ต่อวัน หรือประมาณ 4,000 ดอลลาร์ต่อเดือน ถ้าเทรด 20 วัน นี่คือตัวเลขที่ไม่ใช่เรื่องเล็ก และเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกเทรดในช่วงที่ Spread แคบจึงสำคัญมาก
ตัวอย่างในทองคำ
สมมติทองคำมีราคา Bid 2650.00 ดอลลาร์ และ Ask 2650.50 ดอลลาร์ ทำให้ Spread เท่ากับ 0.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ถ้าคุณเทรดทองคำขนาด 1 lot ซึ่งเท่ากับ 100 ออนซ์ ต้นทุน Spread จะเท่ากับ 0.50 x 100 = 50 ดอลลาร์ต่อการเปิดออเดอร์หนึ่งครั้ง
ดังนั้นถ้าคุณต้องการทำกำไร 100 ดอลลาร์ ราคาทองคำต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คุณคาดหวังอย่างน้อย 1.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะ 0.50 ดอลลาร์แรกไปชดเชย Spread แล้วอีก 1.00 ดอลลาร์ถึงจะเป็นกำไรจริงๆ ของคุณ
วิธีลดผลกระทบจาก Spread
แม้ว่า Spread จะเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็มีวิธีที่จะลดผลกระทบของมันให้น้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรของคุณในระยะยาว
เลือกเทรดในช่วงที่ตลาดคึกคัก
การเทรดในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง เช่น ช่วงที่ตลาดหลักเปิดทับซ้อนกัน จะทำให้คุณได้ Spread ที่แคบกว่า ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่ต่ำกว่า สำหรับตลาด Forex ช่วงที่ดีที่สุดคือเวลา 20:00-24:00 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงที่ลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน
หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงข่าวสำคัญ
แม้ว่าช่วงข่าวจะมีความผันผวนสูงและดูน่าดึงดูดสำหรับการทำกำไรเร็ว แต่ Spread ที่กว้างมากในช่วงนี้อาจกินกำไรของคุณไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวที่รุนแรงยังทำให้ยากต่อการควบคุมความเสี่ยง
จากประสบการณ์ของผม การรอให้ตลาดสงบลงหลังข่าวสักพัก 15-30 นาที มักจะให้โอกาสที่ดีกว่า เพราะ Spread กลับมาปกติและการเคลื่อนไหวของราคาชัดเจนขึ้น
เลือกตราสารที่มี Spread แคบ
ถ้าคุณเป็นมือใหม่หรือชอบเทรดบ่อยๆ ควรเลือกเทรดตราสารที่มี Spread แคบ เช่น คู่เงินหลักๆ หรือทองคำ หลีกเลี่ยงคู่เงิน Exotic หรือตราสารที่มีสภาพคล่องต่ำ ซึ่งมักมี Spread กว้างและเพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็น
ปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม
ถ้าคุณเทรดระยะสั้นมากๆ เช่น Scalping ที่ต้องการกำไรเพียงไม่กี่ pips ต่อรอบ Spread จะเป็นอุปสรรคใหญ่ ในกรณีนี้คุณอาจต้องพิจารณาเปลี่ยนมาเทรดระยะยาวขึ้น เช่น Day Trading หรือ Swing Trading ที่ตั้งเป้ากำไรสูงกว่า ทำให้ผลกระทบของ Spread น้อยลงในสัดส่วน
ผมมักแนะนำมือใหม่ให้เริ่มต้นด้วยการเทรดที่ตั้งเป้ากำไรอย่างน้อย 20-30 pips ขึ้นไป ซึ่งจะทำให้ Spread 2-3 pips มีผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Bid Ask และ Spread
มีความเข้าใจผิดบางประการเกี่ยวกับแนวคิดเหล่านี้ที่ผมพบเห็นบ่อยๆ ในหมู่เทรดเดอร์มือใหม่ การแก้ไขความเข้าใจผิดเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีมุมมองที่ถูกต้องและเทรดได้มีประสิทธิภาพขึ้น
Spread ไม่ใช่ค่าคอมมิชชัน
หลายคนเข้าใจผิดว่า Spread คือค่าคอมมิชชัน ความจริงแล้วทั้งสองเป็นคนละสิ่งกัน Spread คือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและขาย ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ผู้ให้บริการหารายได้ ในขณะที่ค่าคอมมิชชันเป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บแยกต่างหาก
บางบัญชีอาจมีทั้ง Spread และค่าคอมมิชชัน บางบัญชีอาจมีแต่ Spread เพียงอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อคำนวณต้นทุนรวม คุณต้องดูทั้งสองอย่างประกอบกัน
Spread แคบไม่ได้หมายความว่าดีเสมอไป
แม้ว่า Spread ที่แคบจะหมายถึงต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่บางครั้ง Spread ที่แคบผิดปกติอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังซบหรือขาดสภาพคล่อง ซึ่งอาจทำให้การเติมออเดอร์ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ หรือเกิดปัญหา Slippage ได้
นอกจากนี้ Spread ที่แคบมากๆ อาจมาพร้อมกับข้อจำกัดอื่นๆ เช่น ค่าคอมมิชชันที่สูงกว่า หรือเงื่อนไขการถอนเงินที่เข้มงวดกว่า ดังนั้นควรพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ไม่ใช่แค่ตัวเลข Spread เพียงอย่างเดียว
Spread ไม่คงที่ตลอดเวลา
มือใหม่บางคนคิดว่า Spread จะเท่าเดิมตลอดเวลา ความจริงแล้ว Spread ส่วนใหญ่เป็นแบบลอยตัว หรือที่เรียกว่า Variable Spread ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะตลาด มีเพียง Fixed Spread เท่านั้นที่คงที่ แต่มักจะกว้างกว่า Variable Spread ในช่วงปกติ
การรู้ว่า Spread เปลี่ยนแปลงได้จะช่วยให้คุณไม่ประหลาดใจเมื่อเห็นต้นทุนสูงกว่าที่คาดในบางช่วงเวลา และปรับแผนการเทรดให้เหมาะสม
เครื่องมือช่วยติดตาม Spread
ในยุคปัจจุบัน มีเครื่องมือหลายอย่างที่ช่วยให้คุณติดตาม Spread ได้ง่ายขึ้น การใช้เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจเข้าเทรดในเวลาที่เหมาะสมและประหยัดต้นทุน
หน้าต่าง Market Watch
ในแพลตฟอร์มเทรดส่วนใหญ่ จะมีหน้าต่างแสดงรายการตราสารต่างๆ พร้อมราคา Bid และ Ask ในเวลาจริง คุณสามารถคำนวณ Spread ได้ทันทีโดยการลบราคาทั้งสอง หรือบางแพลตฟอร์มจะแสดงค่า Spread ให้เห็นโดยตรง
ผมแนะนำให้มือใหม่ฝึกสังเกตหน้าต่างนี้เป็นประจำ เพื่อเรียนรู้รูปแบบของ Spread ในช่วงเวลาต่างๆ และหาช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเทรดของตัวเอง
กราฟ Spread
บางเว็บไซต์หรือเครื่องมือวิเคราะห์มีกราฟแสดงประวัติ Spread ของแต่ละตราสารในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งช่วยให้คุณเห็นภาพรวมว่า Spread มักจะกว้างหรือแคบในช่วงไหน และวางแผนการเทรดได้ดีขึ้น
อินดิเคเตอร์ Spread
ในบางแพลตฟอร์ม คุณสามารถติดตั้งอินดิเคเตอร์ที่แสดงค่า Spread บนกราฟราคาโดยตรง ทำให้คุณเห็นได้ทันทีว่า Spread ในขณะนั้นอยู่ในระดับไหน และตัดสินใจว่าควรเข้าเทรดหรือรอก่อน
บทเรียนจากประสบการณ์จริงเกี่ยวกับ Spread
จากประสบการณ์ตรงของผมในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญหลายอย่างเกี่ยวกับ Bid Ask และ Spread ที่อยากจะแบ่งปันให้มือใหม่ได้นำไปใช้ประโยชน์
อย่าประมาทต้นทุนเล็กๆ
ในช่วงแรกๆ ที่เทรด ผมมองว่า Spread 2-3 pips เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สำคัญ แต่เมื่อเทรดไปเรื่อยๆ และสรุปผลในแต่ละเดือน ผมถึงตระหนักว่าต้นทุนเล็กๆ นี้สะสมจนกลายเป็นจำนวนเงินก้อนใหญ่ได้
ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเทรดวันละ 20 รอบ ด้วย Spread เฉลี่ย 3 pips และค่าของแต่ละ pip คือ 10 ดอลลาร์ คุณจะจ่ายค่า Spread 600 ดอลลาร์ต่อวัน หรือ 12,000 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ใช่เรื่องเล็ก นี่คือเหตุผลว่าทำไมการลดจำนวนรอบเทรดที่ไม่จำเป็นจึงสำคัญมาก
คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ
การเทรดบ่อยๆ ไม่ได้หมายความว่าจะทำกำไรได้มากขึ้น ในทางกลับกัน ยิ่งเทรดบ่อย ยิ่งจ่ายค่า Spread มาก และโอกาสผิดพลาดก็สูงขึ้นด้วย ผมเรียนรู้ว่าการรอโอกาสที่ดีจริงๆ และเทรดน้อยครั้งแต่ได้คุณภาพ มักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเทรดทุกโอกาสที่เห็น
การลด Spread ทางอ้อมโดยการเทรดน้อยลงแต่แม่นยำขึ้น เป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญที่เปลี่ยนแปลงผลการเทรดของผมอย่างมาก
ศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนเลือกบัญชี
มือใหม่มักเลือกบัญชีเทรดโดยดูแค่ว่า Spread แคบแค่ไหน โดยไม่ได้ดูข้อมูลอื่นๆ ประกอบ ความจริงแล้วมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่สำคัญไม่แพ้กัน เช่น ความเร็วในการเติมออเดอร์ ปัญหา Slippage ค่าคอมมิชชัน และเงื่อนไขต่างๆ
ผมแนะนำให้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด อ่านรีวิวจากผู้ใช้จริง และทดลองใช้บัญชีทดลองก่อนตัดสินใจ อย่าตัดสินใจเพียงเพราะเห็นโฆษณาว่า Spread แคบที่สุด เพราะบางครั้งสิ่งที่ดูดีเกินจริงอาจมีข้อจำกัดที่ซ่อนอยู่
Bid Ask และ Spread กับการบริหารความเสี่ยง
การเข้าใจ Bid Ask และ Spread ไม่เพียงแค่ช่วยลดต้นทุน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงที่ดี เพราะมันส่งผลต่อการตั้ง Stop Loss และ Take Profit ของคุณ
คำนวณ Stop Loss ให้รวม Spread
เมื่อคุณตั้ง Stop Loss คุณต้องคำนึงว่าคุณเข้าเทรดที่ราคา Ask แต่ Stop Loss จะถูกเรียกใช้ที่ราคา Bid ดังนั้นถ้าคุณต้องการให้ Stop Loss ห่างจากจุดเข้า 20 pips คุณต้องตั้งมันที่ประมาณ 22-23 pips จริงๆ เพื่อชดเชย Spread
การไม่คำนึงถึงสิ่งนี้อาจทำให้ Stop Loss ของคุณถูกเรียกใช้เร็วกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะถ้า Spread กว้าง
ตั้ง Take Profit ให้สมจริง
เช่นเดียวกัน เมื่อตั้ง Take Profit คุณต้องคิดว่าคุณต้องการกำไรจริงเท่าไหร่ แล้วบวก Spread เข้าไปด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการกำไร 30 pips และ Spread คือ 2 pips ราคาต้องเคลื่อนไหวไป 32 pips คุณถึงจะได้กำไร 30 pips จริงๆ
การตั้งเป้าหมายที่สมจริงและคำนึงถึง Spread จะช่วยให้คุณไม่ผิดหวังเมื่อผลลัพธ์ออกมาน้อยกว่าที่คิด
สรุป ทำไม Bid Ask และ Spread สำคัญกับทุกเทรดเดอร์
Bid Ask และ Spread เป็นศัพท์พื้นฐานที่ทุกเทรดเดอร์ไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือเก่าต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะมันส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการเทรด ความสามารถในการทำกำไร และการบริหารความเสี่ยง
Bid คือราคาที่คุณขายได้ Ask คือราคาที่คุณซื้อได้ และ Spread คือส่วนต่างระหว่างทั้งสอง ซึ่งเป็นต้นทุนที่คุณต้องจ่ายทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ การเข้าใจสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกเวลาเทรดที่เหมาะสม เลือกตราสารที่มีต้นทุนเหมาะสม และวางแผนการเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากประสบการณ์ของผม การให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่าง Spread นี้แหละ ที่แยกระหว่างเทรดเดอร์ที่ทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอกับเทรดเดอร์ที่ขาดทุนในระยะยาว อย่าประมาทต้นทุนเล็กๆ เพราะมันสะสมไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นจำนวนมหาศาล
สุดท้ายนี้ ผมอยากย้ำว่าการเทรดไม่ใช่แค่เรื่องของการวิเคราะห์กราฟหรือหาจุดเข้าออกที่ดีเท่านั้น แต่รวมถึงการเข้าใจต้นทุนทุกรูปแบบที่เกิดขึ้น และหาวิธีลดมันลงให้มากที่สุด การเริ่มต้นด้วยพื้นฐานที่แข็งแรงอย่างการทำความเข้าใจ Bid Ask และ Spread จะเป็นรากฐานสำคัญที่นำคุณไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย
Bid Ask และ Spread แตกต่างกันอย่างไร
Bid คือราคาที่คุณสามารถขายได้ในตลาด ในขณะที่ Ask คือราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อซื้อ ส่วน Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Ask และ Bid ซึ่งเป็นต้นทุนที่เทรดเดอร์ต้องจ่ายทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ โดยคำนวณจากสูตร Spread = Ask - Bid
ทำไมพอเปิดออเดอร์แล้วถึงขาดทุนทันที
เมื่อคุณเปิดออเดอร์ซื้อ คุณเข้าที่ราคา Ask แต่ถ้าต้องการปิดทันที คุณจะปิดที่ราคา Bid ซึ่งต่ำกว่า ความแตกต่างนี้คือ Spread ที่ทำให้ดูเหมือนคุณขาดทุนทันที จริงๆ แล้วนี่คือต้นทุนปกติของการเทรด และราคาต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คุณคาดหวังอย่างน้อยเท่ากับ Spread คุณถึงจะคุ้มทุน
Spread กว้างหรือแคบขึ้นอยู่กับอะไร
Spread เปลี่ยนแปลงตามสภาพคล่องของตลาด เวลาในการเทรด และความผันผวนของราคา ในช่วงที่ตลาดคึกคัก เช่น เวลาที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน Spread จะแคบ แต่ในช่วงที่ตลาดซบหรือมีข่าวสำคัญ Spread มักกว้างขึ้น ตราสารที่มีสภาพคล่องสูงเช่นคู่เงินหลักจะมี Spread แคบกว่าคู่เงินรอง
ควรเลือกเทรดในช่วงเวลาไหนเพื่อให้ Spread แคบ
สำหรับตลาด Forex ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือเวลา 20:00-24:00 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน ช่วงนี้มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดและ Spread แคบที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงดึกหรือช่วงสุดสัปดาห์ที่ Spread มักกว้างกว่าปกติ
Spread กับค่าคอมมิชชันเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่
ไม่ใช่ Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ผู้ให้บริการหารายได้ ในขณะที่ค่าคอมมิชชันเป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บแยกต่างหาก บางบัญชีเทรดอาจมีทั้งสองอย่าง บางบัญชีอาจมีแค่ Spread เพียงอย่างเดียว เมื่อคำนวณต้นทุนรวมของการเทรด คุณต้องพิจารณาทั้งสองอย่างประกอบกัน
เรียนรู้เพิ่มเติมกับ OPEGOLD
เข้ากลุ่มไลน์ฟรี รับความรู้และอัปเดตตลาดทองคำ พร้อมคลาสสอนสดทุกเสาร์-อาทิตย์
แอด LINE @opegoldบทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินทุน ผู้อ่านควรศึกษาและตัดสินใจด้วยตนเอง